คำสแลงที่วัยรุ่นญี่ปุ่นนิยมใช้ (EP.1)

คำสแลงญี่ปุ่นยากที่จะเรียนรู้ เพราะมันแทบจะไม่มีในตำราหรือหนังสือให้เราได้เรียนรู้เลย ถึงแม้ว่าภาษาญี่ปุ่นจะเป็นภาษาที่มีจัดระดับความสุภาพไว้ถึง 3 ระดับ...

พร้อมที่จะเข้าสู่โลกแห่งคำสแลงญี่ปุ่นกันแล้วหรือยัง?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า คำสแลงญี่ปุ่นเหล่านี้บางคำไม่เหมาะที่จะใช้ในการสนทนาทุกครั้ง แต่มันจะถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสมกับเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานเท่านั้น

คำสแลงญี่ปุ่นยากที่จะเรียนรู้ เพราะมันแทบจะไม่มีในตำราหรือหนังสือให้เราได้เรียนรู้เลย ถึงแม้ว่าภาษาญี่ปุ่นจะเป็นภาษาที่มีจัดระดับความสุภาพไว้ถึง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับถ่อมตัว ระดับสุภาพ ระดับยกย่อง แต่ภาษาญี่ปุ่นก็มีคำสแลงมากมายที่ใช้กันอยู่ทุกวันที่มักไปผสมกับคำอื่นๆ หรือผูกกับวัฒนธรรมเพลงป๊อป อ้างอิงคนดังที่มีอิทธิพลต่อคำสแลงในโลกอินเทอร์เน็ต และญี่ปุ่นเป็นชาติที่เก่งในด้านการย่อและรวมคำ ยิ่งไปกว่านั้นเราจะได้ยินโทนเสียงที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับภูมิภาคนั้นๆ โดยเฉพาะน้ำเสียงการสิ้นสุดประโยค

แต่การเข้าใจคำสแลงถือเป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งของความเข้าใจภาษาและวัฒนธรรม อีกทั้งอารมณ์ความรู้สึกของชาวญี่ปุ่นที่แสดงออกผ่านการออกเสียงได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น  ซึ่งการออกเสียงหรือสำเนียงภาษาที่นิยมพูดกันมากที่สุดในญี่ปุ่นมีอยู่ 2 สำเนียง คือ สำเนียงโตเกียวที่เรียกว่า “โตเกียวเบ็น (東京)” และสำเนียงโอซาก้า/เกียวโต/โกเบ ที่เรียกว่า “คันไซเบ็น (関西)

คำสแลงญี่ปุ่นที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการอธิบาย เป็นคำทักทาย และการปะทุอารมณ์ของผู้พูด และนี่เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่คำสแลงนั้นยากที่จะเรียนรู้และเข้าใจ เพราะต้องอาศัยการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง และสังเกตตามแต่ละสถานการณ์ที่เราสามารถได้ยินทุกวันในสังคมญี่ปุ่นโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ ในละครญี่ปุ่นและในรายการเรียลลิตี้ ที่พวกเขามักหยิบยกขึ้นมาพูดได้อย่างไหลลื่นและให้เสียงที่เป็นธรรมชาติมากของการแสดงออกซึ่งฟิวลิ่ง…

เรามาเรียนรู้บางคำของศัพท์และวลีสแลงที่นิยมใช้พูดกันในภาษาญี่ปุ่นกันเถอะ !

Yabai (ヤバい)

เป็นคำสแลงที่เกิดขึ้นในช่วงยุค 80 และเริ่มต้นใช้ด้วยความหมาย “uncool” มักใช้กล่าวเมื่อมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น โดยมีความหมายว่า “แย่มาก”, “ไร้สาระสิ้นดี”, “เส็งเคร็ง” นอกจากนี้ก็ยังสามารถพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ดีได้อีกด้วย พอมาในยุค 90 มักใช้ในความหมายว่า “sugoi (すごい)” โดยใช้เป็นคำอุทานหมายถึง “ว้าว”, “น่าทึ่ง”, “ยอดเยี่ยม”

เราจะได้ยินคำนี้บ่อยมากจนเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมากในการพูดทุกวันทั่วประเทศญี่ปุ่น และมักจะได้ยินคำสั้นลงเป็น “ yaba 「ヤバ」 ” บ่อยครั้งในบทสนทนาหมู่ผู้ชาย

ตัวอย่างที่ 1

Yabai ! Ame futte kita !」
ヤバい!雨降ってきた!」
เซ็งเลย ! ฝนตกอีกหละ !」

ตัวอย่างที่ 2

Nego-chan no shashin mite!
猫ちゃんの写真みて!
ดูรูปเจ้าแมวน้อยสิ!

Yabai ! Kawaii !
ヤバい!かわいい!
OMG !  น่ารักม๊าก!  


Kimoi (キモい)

มาจากคำว่า kimochi warui (気持ち悪い) ซึ่งหมายถึงบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี รู้สึกแย่ รู้สึกไม่สบาย เบื่ออาหาร เลวร้าย น่าขยะแขยง หรืออาจใช้เพื่ออธิบายในสิ่งที่ผลักไสคุณ… แต่ในความรู้สึกแย่ๆ นั้น ก็อาจแฝงถึงความรู้สึกน่ารักน่าเอ็นดู (kawaii・かわいい) เข้าไปด้วยในเวลาเดียวกัน ดังเช่นตัวอย่างบทสนทนานี้

「Kouichi-kun mite!hanamizu deteru!kimoi ne!」
「コウイチくんみて!鼻水出てる!キモイね!」
「ดูเจ้าโคอิจิสิ ! น้ำมูกไหล!น่าหยะแหยงจังเลย!」

「kimoi kimoi!kobitozukan ni mieru!」
「キモイキモイ!こびとづかんにみえる!」
「แต่ก็น่ารักดีนะ!เลอะเทอะอย่างกับเด็กน้อยเลย!」


Uzai (ウザい)

เป็นรูปย่อของคำคุณศัพท์ urusai (うるさい) หมายถึง “มีเสียงดังรำคาญ หนวกหู” แม้ว่าจะพูดสั้นลงเป็น ウザイแต่กลับแสดงถึงความรู้สึกที่ชัดเจนของ “ความโกรธ” “ไม่พอใจมาก” “ความเจ็บปวด (ในสิ่งที่น่ารังเกียจ)”  นอกจากนี้ยังสามารถใช้อธิบายลักษณะบุคลิกของคนบางคนที่ดูอึมครึมคล้ายกับอียอร์ (Eeyore) ใน Winnie the Pooh เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจกับบุคคลนั้นๆ และมักใช้สนทนากันทางออนไลน์

ตัวอย่างประโยค

Tomodachi kara uzai sutekkaa ga takusan okurarete kuru node, shibaraku LINE wa mitakunai.
友だちからうざいステッカーがたくさん送られてくるので、しばらくLINEは見たくない。
ฉันไม่ต้องการดูไลน์สักพักเพราะรำคาญที่เพื่อนส่งสติกเกอร์ที่น่าเกลียดมาให้เยอะแยะ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับตัวอย่างคำสแลงญี่ปุ่นบางคำ เพื่อนๆ เคยได้ยินหรือเคยใช้กันบ้างหรือไม่ แบ่งปันกับเราได้ในคอมเม้นท์ข้างล่างนี้เลย…..แล้วไว้เจอกันใหม่ใน EP.2

ขอบคุณรูปภาพจาก : http://previous.com-contest.jp , https://ailovei.com , https://note.com , http://decoc.jp